4 โรคฮิตมนุษย์ออฟฟิศ ที่คุณอาจกำลังเผชิญ


‘ออฟฟิศซินโดรม’ เก่าไปแล้วค่ะ เรากำลังพูดถึงโรคใหม่ที่มาแรงในสังคมก้มหน้าและพนักงานออฟฟิศทั้งหลาย ว่าด้วยความเคยชินที่กลายเป็นบ่อนทำลายสุขภาพของเราโดยไม่รู้ตัว ว่าแล้วเราก็มาเริ่มออกสำรวจ 4 อาการเหล่านี้กันดีกว่า ถ้าพบว่าเป็นแล้วหรือเริ่มมีอาการเจ็บป่วยก็อย่าทิ้งไว้ ปล่อยให้ร่างกายปรับตัวให้เคยชินจนหนักเกินเยียวยา มาเริ่มปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้หายกันดีกว่า แล้วทำความรู้จักกับ 4 โรคกันเลยดีกว่า


1.โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม (Computer Vision Syndrome – CVS)

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง: คนที่ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานเกิน 2 ชั่วโมง โดยไม่พักสายตา

  • จุดสังเกต: ตาล้า ตาแห้ง แสบตา และตาไม่สู้แสงหรือโฟกัสได้ ทั้งนี้อาจมีอาการปวดหัว คอ และบ่าร่วมด้วย
  • สาเหตุ: การใช้คอมพิวเตอร์ที่มีหน้าจอสว่างมากเกินไป การมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ใกล้และเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีพักสายตา รวมถึงการมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ไม่เหมาะสมกับระดับสายตา
  • การป้องกันและการรักษา: ควรจะพักสายตาบ่อยๆ และหมั่นกระพริบตา ควรปรับความสว่างหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม ศูนย์กลางหน้าจอควรต่ำกว่าระดับสายตา 4-5 นิ้ว หรือประมาณ 15 – 20 องศา และควรวางห่างจากสายตาประมาณ 20-28 นิ้ว ทั้งนี้หากยังมีอาการรุนแรงควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษา

2.โรคการกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ (Carpal Tunnel Syndrome – CTS)

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง: คนที่ใช้คอมพิวเตอร์ทำงาน หรือคนที่ใช้ข้อมือหนัก

  • จุดสังเกต: มีอาการชาหรือปวดบริเวณนิ้วมือ ฝ่ามือ ลามไปถึงหัวไหล่ โดยอาการมักจะเกิดตอนที่ใช้ข้อมือหนักๆ จนทำให้กล้ามเนื้อมืออ่อนแรง ไม่สามารถกำมือได้แน่น
  • สาเหตุ: การใช้ข้อมือในท่าทางเดิมเป็นประจำ มีการใช้ข้อมือหนักๆ เช่น เวลาพิมพ์คีย์บอร์ด หรือตอนควบคุมเมาส์โดยข้อมือเสียดสีกับพื้นโต๊ะตลอดเวลา
  • การป้องกันและการรักษา: หาอุปกรณ์มารองรับ ทำการประคบร้อน กดนวดบริเวณผังผืดที่กดทับเส้นประสาท หรือยืดเส้นประสาท แต่หากเริ่มมีอาการหนักขึ้นอาจต้องไปพบแพทย์เพื่อทำการรักษา

3.โรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อม (Cervical Spondylosis)

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง: คนที่นั่งทำงานเป็นระยะเวลานาน หรือคนที่มีพฤติกรรมชอบบิดคอ-หมุนคอ

  • จุดสังเกต:  ปวดบริเวณคอ ไหล่ และบ่า บางครั้งอาจมีอาการปวดร่วมกันจนทำให้อาการหนักขึ้น คือลามไปกดทับเส้นประสาท ทำให้อาการปวดลามไปถึงแขน เริ่มมีอาการชา กล้ามเนื้ออ่อนแรง และหากไปกดทับหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะทำให้รู้สึกปวดหัว ปวดกระบอกตา และรู้สึกบ้านหมุน
  • สาเหตุมีพฤติกรรมการใช้คอและกล้ามเนื้อแผ่นหลังที่ผิดลักษณะเช่น การบิดคอ การนั่งก้มหน้าทำงานเป็นระยะเวลานานโดยไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆ
  • การป้องกันและการรักษา: หากต้องนั่งทำงานเป็นระยะเวลานานให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมโดยหมั่นยืดกล้ามเนื้อบ่อยๆ ไม่ควรโน้มศีรษะอ่านหนังสือเป็นเวลานานเพราะจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณคอทำงานหนักกว่าปกติ แต่ควรยกหนังสือให้ตั้งขึ้นในระดับสายตาแทน ในกลุ่มคนที่อาการยังไม่รุนแรงสามารถรักษาด้วยการทานยา ทำกายภาพบำบัด หรือรักษาโดยใช้คลื่นวิทยุความถี่สูง (Nucleoplasty)

อย่างไรก็ตาม นอกจากความเจ็บป่วยทางร่างกายแล้วความเครียดและภาวะกดดันจากการทำงาน ยังอาจทำให้เกิดโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะจิตใจและสมอง โดยที่คนทำงานมักไม่รู้ตัวได้เช่นกัน

4.โรคสมาธิสั้นจากการทำงาน (Attention Deficit Trait – ADT)

ใครบ้างที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง: ทุกคน

  • จุดสังเกต: ไม่สามารถจดจ่อกับอะไรบางอย่างได้นาน ความอดทนต่ำ ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ แก้ไขปัญหา ความคิดสร้างสรรค์ การแบ่งเวลา และจัดลำดับความสำคัญต่อสิ่งต่างๆ ลดลง รวมถึงมีอาการเครียด กังวล และคิดถึงปัญหาอยู่ตลอดเวลาโดยไม่แสดงออก
  • สาเหตุ: สภาพแวดล้อมในการทำงานที่บีบคั้นและวุ่นวาย ต้องรับผิดชอบและทำงานหลายอย่างพร้อมกับในเวลาเดียว
  • การป้องกันและการรักษาพักผ่อน หรือเปลี่ยนอิริยาบถหากรู้สึกว่าทำงานติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง รวมถึงพยายามจัดลำดับความสำคัญ แบ่งเวลาให้กับการทำงานอย่างเหมาะสม ทั้งนี้หากรู้สึกไม่ดีขึ้นควรไปปรึกษาจิตแพทย์

อย่าทำงานบนความเคยชิน และละเลยต่ออาการผิดปกติที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่อาจตามมาก็คือการถูกคุกคามด้วยโรคต่างๆ ลองให้เวลากับตัวเองสักนิด หันกลับมาสำรวจความผิดปกติของร่างกายกันด้วยนะคะ อย่าใช้ร่างกายเปลืองจนลืมดูแลตัวเอง

ที่มา: jobthai