โรคภูมิแพ้



โรคภูมิแพ้

            โรคภูมิแพ้เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม โดยพบว่าถ้าบิดาหรือมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 30 - 50% แต่ถ้าทั้งบิดาและมารดาเป็นโรคภูมิแพ้จะมีผลให้บุตรมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากขึ้นถึงประมาณ 50 - 70% ในขณะที่เด็กที่มาจากครอบครัวที่ไม่มีประวัติโรคภูมิแพ้เลยมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้เพียงประมาณ 10% เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัจจัยทางพันธุกรรมได้ ดังนั้นการกำจัดและหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสารระคายเคืองต่างๆเช่น ควัน บุหรี่ ไรฝุ่น ในผู้ป่วยและครอบครัวที่เป็นโรคภูมิแพ้ (ซึ่งมีความเสี่ยงสูง) จะสามารถลดอาการของโรค หรือป้องกันไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ขึ้นได้


โรคภูมิแพ้  เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งเช่นเดียวกับโรคเบาหวานที่รักษาได้ แต่ไม่หายขาด   โรคภูมิแพ้ไม่ใช่โรคติดต่อ  เป็นได้ทุกอายุพบมากในคนที่อายุ  5-15  ปี มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้มากกว่ากลุ่มอายุอื่น ๆ  และถ้าหากพบว่ามีอาการภูมิแพ้เกิดขึ้นไม่ควรปล่อยทิ้งไว้  เพราะอาจนำไปสู่โรคแทรกซ้อนต่าง ๆ  ตามมาเช่น  โรคหอบหืด  (Bronchial  asthma)  และเป็นไซนัสอักเสบเรื้อรัง  (Sinusitis) 


โดยโรคภูมิแพ้เป็นโรคที่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อได้รับหรือสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น เกสรหญ้า ขนสุนัข ขนแมว ไรฝุ่น หรือสารก่อภูมิแพ้จากอาหาร เช่นแป้งสาลี นม ไข่ เป็นต้น นอกจากนี้ยังพบว่าสาเหตุของโรคนี้ยังเกี่ยวข้องกับกรรมพันธุ์ด้วย ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้อาการแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่เกิดโรค เช่น โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ จะมีอาการคัดจมูก คันจมูก จาม น้ำมูกใสๆ บางครั้งอาจมีอาการคันตาร่วมด้วย ส่วนโรคหืดภูมิแพ้ จะมีอาการแน่นหน้าอก เหนื่อยหอบ หายใจมีเสียงวี้ด และโรคผิวหนังอักเสบภูมิแพ้ จะมีผื่นที่ผิวหนัง เป็นๆ หายๆ ส่วนใหญ่จะคันมาก


โรคภูมิแพ้เป็นได้เกือบทุกวัย โดยเฉพาะในสังคมเมืองหรือสังคมอุตสาหกรรม เมื่อสงสัยว่าเป็นโรคภูมิแพ้ควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจว่าเป็นภูมิแพ้จริงหรือไม่ โดยแพทย์จะแนะนำให้ตรวจทดสอบภูมิแพ้อย่างง่ายๆ ว่าผู้ป่วยแพ้สารภูมิแพ้ชนิดใด เพื่อจะได้หลีกเลี่ยง ก็จะทำให้อาการดีขึ้น หากยังมีอาการอยู่แพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาร่วมด้วย เช่น หากเป็นโรคจมูกอักเสบภูมิแพ้อาจใช้ยาแก้แพ้และยาพ่นละอองฝอยเข้าไปในรูจมูก หากเป็นโรคหืดภูมิแพ้ก็อาจใช้ยาสูดเข้าทางปาก เป็นต้น


อะไรเป็นตัวทำให้มีอาการแพ้

            เมื่อร่างกายได้รับสารที่ทำให้แพ้  เช่น  แพ้อาหารทะเล หรืออื่นๆ   ภายในร่างกายของเราก็จะผลิตสารชนิดหนึ่งขึ้นมาเองเช่น สารฮีสตามีน ( Histamine )  และเมื่อหลั่งออกมามากจะไปเร่งทำให้ร่างกายเราแสดงอาการแพ้ออกมาให้เห็น   ตัวอย่างเช่นเกิดตุ่มคันตามตัว  หรืออาจเป็นลมพิษ  เป็นต้น


อาการของโรคภูมิแพ้

        1. เกิดกับระบบทางเดินหายใจ  โดยการหายใจรับสารที่แพ้เข้าสู่ร่างกาย  ส่วนใหญ่จะมีอาการคัดแน่นจมูก     บางรายจะมีอาการจามมีน้ำมูกไหล อาจมีการจามเป็นชุด ๆ  บางครั้งก็คันที่หัวตา     บางครั้งจะกลายเป็นหวัดเรื้อรัง     มีอาการหูอื้อเข้ามาแทรก  หากปล่อยทิ้งไว้ไม่รักษาอาจหูพิการไปเลยก็ได้ ( Adhesive OM ) รวมถึงอาจมีเนื้องอกในจมูกเกิดขึ้นได้ ( Nosal Polyps )  หรือเป็นไซนัสอักเสบ (Sinusitis )  ทำให้ปวดศีรษะ  ปวดโพรงจมูกบริเวณหน้าผาก  และโหนกแก้ม  ในบางรายอาจทำให้เกิดโรคผิวหนังอักเสบ    ถ้าเกิดกับทารกจะเป็นผื่นแดงตามใบหน้า  หากไม่ได้รับการรักษาจะกระจายไปทั่วตัว  เรียกว่าโรคเกลื้อนน้ำนม ( Infantile  eczema )  ในเด็กที่โต  จะมีผิวหนังแตกเป็นตุ่ม ๆ  บางครั้งเป็นสะเก็ดเป็นหนองเรียกว่า โรคน้ำเหลืองเสีย ในทางการแพทย์เรียกว่า  เอ็กซีม่า (Eczema)  ในวัยหนุ่มสาวจะเป็นโรคผื่นคันเรื้อรังเรียกว่า “ ขี้เรื้อนกวาง ” (Neuro-dermatitis)  เป็นโรคไม่ติดต่อ


สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้ชนิดนี้ที่พบบ่อยที่สุด  คือ  ฝุ่นบ้าน  ไรฝุ่นบ้านหรือตามผ้า  เชื้อราตามที่อับชื้น  แมลงต่าง ๆ  เช่น  แมลงสาบ  แมลงวัน  มด  ยุง  ขนสุนัข  ขนแมว  รวมถึงละอองเกสรดอกไม้  ต้นไม้  ดอกหญ้า  ควันบุหรี่  ควันจากการทำอาหาร หรือเกิดจากการรับประทานอาหาร  เช่น  อาหารทะเล  หรือ  ของหมักดอง  ก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคนี้ได้เช่นกัน


         2. เกิดจากการสัมผัสทางผิวหนัง  เท่าที่พบ  ผู้ป่วยมักจะเป็นลมพิษ  มักจะมีอาการรุนแรงปวดจากการถูกแมลงสัตว์กัดต่อย  โดนตัวหนอน  ขนตัวบุ้ง  หรือจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ อาการที่แพ้มักจะเกิดผื่นแดงเป็นเม็ดเล็กๆคันตามผิวหนัง  บางคนอาจแพ้แสงแดด ( แสงอุตราไวโอเลต )   แพ้ความร้อน     ความหนาวเย็น  โลหะชุบ  เช่น  สร้อยคอ  ต่างหู  รวมถึงเครื่องสำอางบางชนิด ทำให้แพ้ได้


        3.  เกิดกับระบบทางเดินอาหาร  ส่วนใหญ่ที่พบ  จะแพ้อาหารทะเล  หรืออาหารบางอย่าง  เครื่องดื่มบางชนิด  ใครที่แพ้จะมีอาการเป็นลมพิษผื่นคันตามผิวหนัง  คันตา  คันจมูก  ไอ  หอบหืด  ถ้าเป็นมากอาจหายใจไม่ออก  หน้ามืดเป็นลมจนหยุดหายใจถึงแก่กรรมได้  ในบางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน  ท้องอืด  ท้องเฟ้อ  ท้องเสีย  วิงเวียนศีรษะ  เป็นต้น


        4.  เกิดจากการแพ้ยาบางชนิด  อาการแพ้ยาเป็นอาการที่อันตราย  บางรายอาจทำให้ถึงแก่กรรมได้  เนื่องจากหัวใจหยุดเต้น  ที่เรียกว่า “ ช็อค ”  จากการแพ้ยา  แต่ส่วนใหญ่เท่าที่พบ อาการแพ้ยาที่ไม่รุนแรง  จะเป็นผื่นแดงตามตัว ตามผิวหนังคล้ายออกหัด  หรือลมพิษ

           

            สำหรับผู้ป่วยที่แพ้อาหารที่มีอาการแพ้รุนแรง ผู้ป่วยควรหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้อย่างเคร่งครัด ในกรณีที่พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่แพ้แล้วแต่ยังมีอาการแพ้เนื่องจากได้รับอาหารที่แพ้เจือปนเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจบ่อยๆ เช่น การแพ้แป้งสาลี ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารหลายชนิด ได้แก่ ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารชุบแป้งทอด เป็นต้น ทำให้การหลีกเลี่ยงเป็นไปได้ยาก และมีความลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันซึ่งบางครั้งต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน ในกรณีนี้แนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคภูมิแพ้ ปัจจุบันการแพ้อาหารในผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาได้ โดยแพทย์จะเป็นผู้เตรียมอาหารที่แพ้ให้ผู้ป่วยรับประทานทีละน้อยๆ และเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาล เนื่องจากผู้ป่วยอาจมีอาการแพ้ได้ขณะทำการรักษา ซึ่งแพทย์ต้องให้การรักษาอย่างทันท่วงที


เมื่อเป็นโรคภูมิแพ้  รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ และที่สำคัญควรออกกำลังกายสม่ำเสมอจะทำให้ร่างกายแข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอและรักษาสุขภาพจิตให้สดชื่นแจ่มใส อาการก็จะดีขึ้น



  หลินจือ พลัส ชิตาเกะ

                    นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยผลการตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมีพบว่า เห็ดหลินจือ มีสารสำคัญทางยาช่วยยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตสาร ฮีสตามีน( Histamine ) ออกมา และสารดัง กล่าวคือ


1. กลุ่มสารโพลิแซ็กคาไรด์ ( Polysaccharides ) ออก ฤทธิ์รวมกัน ช่วยกระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาวชนิด บี-เซลล์ (B-cells) และทีเซลล์ (T-cells) ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นอย่างมากของ สารอิมมูโนโกลบูลิน( lmmunoglobulin ) และ สารอินเตอร์ลิวคิน (Interleukins) ซึ่งเป็นตัวต่อต้านสารที่ทำให้แพ้ (Antiallergy)


2. กลุ่มสารไตรเทอร์พีนอยด์ ( Triterpenoids ) มี อยู่ประมาณ 100 ชนิดที่แตกต่างกัน และสารที่มีส่วนรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้คือกลุ่มสารกรดกาโน เดอริค ( Ganoderic acid A, B, C1, C2, D-K, R-Z ) และกรดลูซิเดนิค ( Lucidenic acid )  จะทำหน้าที่เป็นตัวยับยั้งไม่ให้ร่างกาย ผลิตสารฮีสตามีนออกมา (Histamine–Release inhibition activity)    รวมถึงกรดไขมันชนิดโอเลอิค   (Oleic acid )และสารไซโคล อ็อกต้าซัลเฟอร์ ( Cyclooctasulfur ) ซึ่งก็มีฤทธิ์ต้านไม่ให้ร่างกายผลิตสารฮีสตามีนออกมาเช่นกัน


มีรายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่น ได้ค้นพบว่าสารไตรเทอร์พีนอยด์ที่พบใน G. lucidum ได้แก่ กรดการ์โนเดอริก A, B, C, D มีประสิทธิภาพในการยับยั้งมาส์ทเซลล์ (mast cell) ไม่ให้หลั่งสารฮีสตามีน ซึ่งก่อให้เกิดการแพ้


สรุปคือ ถ้าเราสามารถยับยั้งไม่ให้ร่างกายผลิตสารฮีสตามีน ( Histamine ) ออกมา อาการแพ้ก็จะไม่ปรากฏหรือตุ่มคันตามตัวที่เคยมี ก็จะหายไป เพราะฉะนั้นการใช้เห็ดหลินจือในผู้ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ก็คงเป็นเรื่องที่ ทำได้เพราะเป็นการใช้ยาที่มีหลักการรองรับไว้


#หลินจือ #เห็ดหลินจือ #เห็ดหลินจือพลัส #หลินจือพลัส #หลินจือพลัสชิตาเกะ #ป้องกันโรค #สุขภาพดี #โนวาออร์แกนิค

ที่มาข้อมูล:

www.haamor.com/th

www.thaihealth.or.th


งานวิจัยจากต่างประเทศ

www.jstage.jst.go.jp


Disclaimer: บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้อ้างอิง ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โปรดศึกษาเพิ่มเติม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ