โรคความดันโลหิตสูง




โรคความดันโลหิตสูง หรือแพทย์บางท่านเรียกว่า ภาวะความดันโลหิตสูง (Hypertension หรือ High blood pressure) เป็นโรคพบได้บ่อยมากอีกโรคหนึ่งในผู้ใหญ่ พบได้สูงถึง ประมาณ 25-30% ของประชากรโลกที่เป็นผู้ใหญ่ทั้งหมด โดยพบในผู้ชายบ่อยกว่าในผู้หญิง และพบได้สูงขึ้นในผู้สูงอายุ ในบางประเทศ พบโรคนี้ได้สูงถึง 50% ของผู้มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบโรคนี้ได้เช่นกัน แต่พบได้น้อยกว่าในผู้ใหญ่มาก

โรคความดันโลหิตสูง คือ ภาวะมีความดันโลหิต วัดได้สูงตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตร –ปรอท ขึ้นไป ทั้งนี้ความดันโลหิตปกติ คือ 90-119/60-79 มม.ปรอท
โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามสาเหตุได้เป็น 2 ชนิด คือ ชนิดไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด (Essential hypertension) ซึ่งพบได้สูงถึง 90-95%ของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงทั้งหมด และชนิดทราบสาเหตุ (Secondary hypertension) ซึ่งพบได้ประมาณ 5-10% ของโรคนี้ ดังนั้น โดยทั่วไป เมื่อกล่าวถึง “โรคความดันโลหิตสูง” จึงหมายถึง “โรคความดันโลหิตสูงชนิดยังไม่ทราบสาเหตุ”

สาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ เชื่อว่า น่าเกิดจากหลายๆปัจจัยร่วมกัน ที่สำคัญ คือ อิทธิพลของเอ็นไซม์ (Enzyme, สารเคมีที่มีหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีต่างๆ) ที่เรียกว่า เรนิน (Renin) และฮอร์โมนแองจิโอเท็นซิน ( Angiotensin) จากไต ซึ่งสารทั้งสองชนิดนี้จะทำงานร่วมกับต่อมหมวกไต และกับต่อมใต้สมองในการควบคุม น้ำ เกลือแร่โซเดียม และการบีบตัวของหลอดเลือด ในร่างกาย ทั้งหมดเพื่อการควบคุมความดันโลหิต ซึ่งเรียกว่า กระบวนการ Renin-Angiotensin system นอกจากนั้น กลไกการเกิดความดันโลหิตสูงยังขึ้นกับ
  • พันธุกรรม เพราะพบโรคได้สูงขึ้นในคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้ 
  • เชื้อชาติ เพราะ พบโรคได้สูงในคนอเมริกันผิวดำ เมื่อเปรียบเทียบกับคนอเมริกันผิวขาว และชาวแมกซิกันอเมริกัน 
  • การกินอาหารเค็ม เพราะเกลือโซเดียม หรือ เกลือทะเลเป็นตัวอุ้มน้ำในเลือด จึงช่วยเพิ่มปริมาตรของเลือดที่ไหลเวียน จึงส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น 
  • กระบวนการของร่างกายที่ส่งผลต่อสมดุลและการทำงานของเกลือแร่แคลเซียมในร่างกาย
  • ส่วนโรคความดันโลหิตสูงชนิดรู้สาเหตุ มักเกิดจากโรคต่างๆที่ส่งผลต่อหลอดเลือด ต่อหัวใจ และต่อสมดุลของ ฮอร์โมน และ/หรือ เกลือแร่ในร่างกาย ที่พบบ่อย เช่น จากโรคไตเรื้อรัง จากโรคของหลอดเลือดที่หล่อเลี้ยงไต เช่น อักเสบ หรือ ตีบ จากการติดสุรา จากมีฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายผิดปกติ เช่น จากเนื้องอกบางชนิดของต่อมหมวกไต หรือ ของต่อมใต้สมอง

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิต
ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง ได้แก่
  • พันธุกรรม โอกาสมีความดันโลหิตสูง จะสูงขึ้นเมื่อมีคนในครอบครัวเป็นโรคนี้ 
  • โรคเบาหวาน เพราะก่อให้เกิดการอักเสบ ตีบแคบของหลอดเลือดต่างๆ รวมทั้งของไต 
  • โรคอ้วน และน้ำหนักตัวเกิน เพราะเป็นสาเหตุสำคัญของโรคเบาหวาน และโรคหลอดเลือดต่างๆตีบจากภาวะไขมันเกาะผนังหลอดเลือด 
  • โรคไตเรื้อรัง เพราะจะส่งผลถึงการสร้างเอ็นไซม์และฮอร์โมนที่ควบคุมความดันโลหิตดังกล่าวแล้ว 
  • โรคนอนหลับแล้วหยุดหายใจ (Sleep apnea)
  • สูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ส่งผลให้เกิดการอักเสบ ตีบตันของหลอดเลือดต่าง รวมทั้งหลอดเลือดไต และหลอดเลือดหัวใจ 
  • การติดสุรา ซึ่งยังไม่ทราบชัดเจนถึงกลไกว่าทำไมดื่มสุราแล้วจึงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดความดันโลหิตสูง แต่การศึกษาต่างๆให้ผลตรงกันว่า คนที่ติดสุรา จะส่งผลให้หัวใจเต้นแรงกว่าปกติ และมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูง ถึงประมาณ 50%ของผู้ติดสุราทั้งหมด 
  • กินอาหารเค็มสม่ำเสมอ ต่อเนื่อง ดังเหตุผลดังได้กล่าวแล้ว 
  • ขาดการออกกำลังกาย เพราะเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคอ้วนและโรคเบาหวาน 
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด เช่น ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ 

อาการผู้ป่วยโรคความดันโลหิต
ความสำคัญของโรคความดันโลหิตสูงคือ เป็นโรคที่มักไม่มีอาการ และจากการที่เป็นโรคเรื้อรังที่รุนแรงถ้าไม่สามารถควบคุมโรคได้ แต่มักไม่มีอาการ แพทย์บางท่านจึงเรียกโรคความดันโลหิตสูงว่า “เพชฌฆาตเงียบ (Silent killer)” ทั้งนี้ส่วนใหญ่ของอาการจากโรคความดันโลหิตสูง เป็นอาการจากผลข้างเคียง เช่น จากโรคหัวใจ และจากโรคหลอดเลือดในสมอง หรือ เป็นอาการจากโรคที่เป็นปัจจัยเสี่ยง เช่น อาการจากโรคเบาหวาน หรือ จากโรคอ้วน หรือเป็นอาการจากโรคที่เป็นสาเหตุ เช่น โรคเนื้องอกต่อมใต้สมอง (ปวดศีรษะ และตาเห็นภาพไม่ชัด)
อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการจากตัวความดันโลหิตสูงเองได้ โดยอาการที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนงง วิงเวียน สับสน และเมื่อมีอาการมากอาจโคมา และเสียชีวิตได้

ความรุนแรงและผลข้างเคียงของโรคความดันโลหิตสูง
โรคความดันโลหิตสูงเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งหมายถึงเป็นโรคที่รักษาให้หายยาก แต่สามารถรักษาควบคุมได้เสมอเมื่อรักษาควบคุมอาการตั้งแต่แรก ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ และกินยาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา
แต่ถ้า ดูแล รักษา ควบคุมโรคได้ไม่ดี ผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นมักรุนแรง เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง โรคไตเรื้อรัง ซึ่งส่งผลถึงความพิการและเสียชีวิตได้ นอกจากนั้นคือ โรคหลอดเลือดของจอตา และของประสาทตาซึ่งอาจส่งผลให้ตาบอดได้
อนึ่ง โรคความดันโลหิตสูงแบ่งตามความรุนแรงของโรค (ตามความดันโลหิต) จากรุนแรงน้อยไปหามาก ได้ดังนี้้ 
  • ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ 120-139/80-89 มม.ปรอท (แนวทางการรักษา คือการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต ทั้งนี้แพทย์มักยังไม่ให้ลดความดันโลหิต)
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140-159/90-99 มม.ปรอท 
  • โรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไป 
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/110 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจ สมอง ไต ล้มเหลว 
  • โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะสำคัญต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต

การดูแลตนเองเมื่อป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง
  • ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาล แนะนำอย่างเคร่งครัด ถูกต้อง 
  • กินยาต่างๆให้ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่ขาดยา 
  • จำกัดอาหาร แป้ง น้ำตาล ไขมัน และอาหารเค็ม 
  • จำกัดอาหารไม่ให้เกิดโรคอ้วนและน้ำหนักตัวเกิน 
  • ออกกำลังกายตามสุขภาพสม่ำเสมอทุกวัน 
  • รักษาสุขภาพจิต ไม่เครียด เข้าใจและยอมรับชีวิต 
  • เลิกบุหรี่ ไม่สูบบุหรี่ เลิกสุรา 
  • พบแพทย์ตามนัดเสมอ และรีบพบแพทย์ก่อนนัดเมื่อมีอาการผิดปกติไปจากเดิม หรือ เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือ เมื่อกังวลในอาการ 
  • รีบพบแพทย์ภายใน 24 ชั่วโมง หรือ ฉุกเฉิน ขึ้นกับความรุนแรงของอาการเมื่อ 
    • ปวดศีรษะมาก 
    • เหนื่อยมากกว่าปกติมาก เท้าบวม (อาการของโรคหัวใจล้มเหลว) 
    • เจ็บแน่นหน้าอก ใจสั่น เหงื่อออกมาก จะเป็นลม (อาการจากโรคหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน) 
    • แขน ขาอ่อนแรง พูดไม่ชัด ปากเบี้ยว คลื่นไส้ อาเจียน (อาการจากโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน) 


  หลินจือ พลัส ชิตาเกะ


ในหลินจือพลัสชิตาเกะมี สารไตรเทอร์พีนอยด์ มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จะยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันคอเลสเตอรอล ช่วยให้ผนังหลอดเลือดไม่มีฝ้า ไขมัน หลอดเลือดสะอาด ไหลเวียนดี ความดันไม่สูง หัวใจแข็งแรง ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และเส้นใยในหลอดเลือดอีกทั้งมีผลให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การอุดตันลดลง ความหนืดของเลือดลดลง

ในปี 1986 โดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น พบว่าสารไตรเตอพีนอยด์ (Triterpene) ในเห็ดหลินจือยังทำหน้าที่ดูแลเอนไซม์ที่เรียกว่า ‘‘angiotensin converting enzyme" (ACE). เป็นเอนไซม์สำคัญที่เป็นตัวก่อให้เกิดการหดตัวของเส้นเลือด ทั้งนั้นสารไตรเตอพีนอยด์ จะเข้าไปยับยั้งการทำงานของเอมไซม์ ACE ให้อยู่ในระดับที่ปกติ ทำให้หลอดเลือดขยายตัวส่งผลให้ความดันโลหิตลดลง ดังนั้นการยับยั้งเอมไซม์ ACE เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการลดความดันโลหิตสูง

ในปี 1988 นักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัยโตโฮกุ (Tohoku University in Sendai) ประเทศญี่ปุ่นพบว่าหลังจากให้หนูทดลองกินสารสกัดจากเห็ดหลินจือเป็นเวลา 28 วัน ความดันโลหิตลดลงมากกว่า10 มิลลิเมตรปรอท และยังสามารถลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของหนูได้อย่างมีนัยสำคัญ

นักวิจัยได้ค้นพบสารในเห็ดหลินจือที่ช่วยเรื่องความดันโลหิตสูง คือ กลุ่ม Triterpenoid ชนิดขม(Bitter Triterpenoids) ทั้งยังช่วยซ่อมแซมเส้นเลือดที่เคยเกิดการการอุดตันมาแล้วอีกด้วย สารกลุ่มดังกล่าวยังช่วยป้องกันภาวะเส้นเลือดอุดตันทั้งในผู้ป่วยและผู้ที่ยังไม่เคยเกิดภาวะดังกล่าวได้ และยังมีการจดสิทธิบัตรการนำสารกลุ่ม Triterpenoid ในเห็ดหลินจือไปใช้ในยาลดความดันโลหิตอีกด้วย


ผลการวิจัยในประเทศจีนโดย Tongji Medical University แสดงให้เห็นว่าหลังจากกินเห็ดหลินจือแดง ติดต่อกันเป็นเวลา 2 อาทิตย์ อัตราการรวมตัวของเกล็ดเลือดลดลงถึง 32% และนำ้หนักของก้อนเลือดแห้งลดลงถึง 30% เห็ดหลินจือแดงยังช่วยลดขนาดของลิ่มเลือดในป่วยที่เป็นโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดอีกด้วย ในอีกทางหนึ่งเห็ดหลินจือแดงช่วยให้สภาวะของเลือดดีขึ้น เพิ่มการไหลเวียนของเลือดและลดการเกิดของลิ่มเลือดในผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับสมอง หลอดเลือดและหัวใจ การทดลองในปี 1986 โดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่นจากมหาวิทยาลัย Tohoku ในเซนได พบว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถลดคอเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ในเลือดของหนูหลังจากให้กินไป 28 วัน และความดันโลหิตลดลงมากกว่า 10 mmHg


การทดลองในมนุษย์ในปี 1985 โดยนักวิจัยชาวญี่ปุ่น Surugadai Nihon จากมหาวิทยาลัยในโตเกียว ใหผู้ป่วย 40 คนที่เป็นความดันโลหิตสูงและมีความดันโลหิต มากกว่า 160 และ 95 mmHg กินนำ้เห็ดหลินจือแดง ซึ่งผลปรากฏว่า 60 % ของผู้ป่วยพบว่าความดันโลหิตลดลงจาก10 ถึง 20 mmHg


#หลินจือ #เห็ดหลินจือ #เห็ดหลินจือพลัส #หลินจือพลัส #หลินจือพลัสชิตาเกะ #ป้องกันโรค #สุขภาพดี #โนวาออร์แกนิค


ที่มาข้อมูล:
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ แพทย์หญิง พวงทอง ไกรพิบูลย์
วว.รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์

งานวิจัยจากต่างประเทศ

Disclaimer : บทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวเนื่องกับสุขภาพทั้งหมด ทางเว็บไซต์ได้รวบรวมไว้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ผู้อ่านเท่านั้น จึงไม่สามารถนำไปใช้อ้างอิงหรือใช้แทนการวินิจฉัยของแพทย์ได้ หากมีการนำข้อมูลในเว็บไซต์ไปใช้อ้างอิง ทางเว็บไซต์จะไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น โปรดศึกษาเพิ่มเติม หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ